กลอนเปล่า

กลอนเปล่า – กลอนเปลือย

กลอนเปล่า (Blank words) มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น กลอนอิสระ กลอนปลอดสัมผัส คำร้อยไร้ฉันทลักษณ์ เป็นคำประพันธ์รูปแบบใหม่ ที่มีลักษณะกำกึ่งระหว่างร้อยกรองกับร้อยแก้ว ดังนั้นจึงเป็นการเรียบเรียงถ้อยคำ โดยไม่มีลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ์ท่ตายตัว แต่ก็ไม่ใช่ความเรียงเขียนติดต่อกันไปอย่างร้อยแก้ว จะมีการแบ่งเป็นช่วงเป็นวรรค ที่ได้จังหวะงดงาม สั้นหรือยาวก็แล้วแต่เนื้อความ การแบ่งข้อความเป็นวรรคเป็นช่วงนี่เอง ทำให้ดูแล้วมีลักษณะเหมือนกลอน กลอนเปล่าจะมุ่งเน้นเนื้อหามากกว่า
รูปแบบ ไทยได้รับอิทธิพลกลอนเปล่ามาจากตะวันตก ผ้ท่นำกลอนเปล่ามาใช้ในไทย คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอย่หัว รัชกาลท่ 6 โดยใช้เป็นบทสนทนาของบทละครท่แปลมาจากบทละครของเช็คสเปียร์ เช่น เร่อง โรเมโอและจูเลียต เช่น

” นามนั้นสำคัญไฉนที่เราเรียกกุหลาบนั้น
แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอย่เหมือนกัน
โรเมโอก็ฉันนั้น, แม้โรเมโอมิใช่นาม,
ก็คงจะยังพร้อม บริบูรณ์ ด้วยสิ่งงาม
โดยไม่ต้องใช้นามโรเมโอ, ทิ้งนามไกล “

ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทร้อยกรอง ชื่อพิราบขาว ในลักษณะของกลอนเปล่า แต่เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม ในความหมายของตะวันตก ทำให้มีผู้เรียกว่า กลอนเปลือย
กลอนเปล่า-กลอนเปลือย จึงเป็นงานเขียนท่ใช้ถ้อยคำให้กระทัดรัด จัดเป็นบรรทัด มีความสั้น ยาว ไม่เท่ากัน หรือจัดเป็นรูปใดรูปหนึ่งคล้ายร้อยกรอง เพียงแต่ไม่มีสัมผัสบังคับเท่านั้น เช่น

ตัวอย่างที่ ๑ มีรูปแบบ – สัมผัส คล้ายกาพย์ยานี มีการใช้ภาพพจน์
สีเทาแห่งราตรี
มืดมนมีความเหว่ว้า
ลมหนาวพัดผ่านมา
มองนภาน่าหวั่นใจ
หริ่ง หริ่ง เรไรร้อง
ดั่งนวลน้องครวญคร่ำไห้
มองจันทร์ผ่องอำไพ
ดั่งดวงใจอาลัยเอย

ตัวอย่างที่ ๒ มีรูปแบบ – สัมผัส คล้ายกลอนแปด
ตอนนี้…ฉันรู้เธอสงสัย
ว่าทำไม…ฉันเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน
ดูเงียบ ๆ … เรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ดูเฉยชากับทุกตอนที่ผ่านไป
…อยากบอกเธอไม่มีใครทำให้เปลี่ยน
แต่เรื่องเรียนฉันเคยเขียนความฝันไว้
อนาคตวาดไว้สูงฉันต้องไป
ใช่เธอทำผิดใจ
หรือหัวใจ… ข้างในมีใครแทน

ตัวอย่างที่ ๓ เป็นร้อยแก้วธรรมดา มุ่งเน้นอารมณ์
แม่จ๋า …
หนูหนาวเหลือเกิน
ทำไมเราไม่มีเสื้อกันหนาวเหมือนคนอื่น
แม่จ๋า …
หนูหิวเหลือเกิน
ทำไมเราไม่มีข้าวกินเหมือนคนอื่นเขา
………………………..
ก็เรามันจนนี่ลูก…
แม่ตอบ…
น้ำตาแม่หลั่งไหล … อาบแก้ม